Mar 28 / ธนพนธ์ รงรอง

7 วิธีคิดตอบโจทย์ว่า ‘งานที่ทำอยู่’ เป็น ‘งานที่ใช่’ แล้วหรือยัง และพร้อมรับโอกาสใหม่ๆ

'การตั้งคำถามกับงานที่ทำอยู่ว่าเป็นงานที่ใช่แล้วหรือยัง เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะงานที่ทำจะมีผลกระทบต่ออนาคตทั้งในด้านชีวิต ความเจริญก้าวหน้า ความสำเร็จต่างๆ รวมทั้งเป้าหมายและความฝัน'


บางครั้ง เราเหนื่อยกับการทำงานมากๆ อาจมากเสียกว่าปริมาณงานที่เรารับผิดชอบในแต่ละวัน? คำถามคือแล้วมันเกิดจากอะไรล่ะ? มันอาจเกิดจากสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน คนในที่ทำงาน ความชื่นชอบที่มีต่องาน และอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตการทำงานของเราไม่มากก็น้อย และสิ่งที่เราทำอยู่เป็น ‘งานที่ใช่’ แล้วหรือยัง?

จุดเริ่มต้นของคำถามนี้มาจากที่ทางทีมงาน SHiFT ได้ไปรับชมคลิปวิดีโอของช่อง The Moof บน YouTube ที่คุณเอ้ (ผู้ทำช่องนี้) ได้เผยว่า ตัวคุณเอ้นั้น จริงๆ แล้ว เป็นหมอ แต่ออกมาทำช่อง YouTube ที่นำเสนอ Video Content เกี่ยวกับข้อมูลและประสบการณ์การเล่นเกมและรับชมภาพยนตร์-ซีรี่ส์ของเขาเอง ซึ่งเขาก็ทำเนื้อหาของช่อง The Moof ออกมาดูดีไม่น้อยเลย

คำถามคือ ทำไมคุณเอ้ The Moof ถึงไม่เป็นหมอ เพราะน่าจะมีรายได้ที่ดีมากนะ...?

ตรงกันข้าม เราก็พบว่า มีหลายคนที่ทำงานในสายอาชีพหนึ่งๆ ทำมานานหลายปี เช่น นักบัญชี จนอาจเรียกได้ว่าเป็น Professional ในสายงานนั้นๆ ไปแล้ว แต่กลับบอกกับเราว่า มันไม่มีความสุข ไม่ชอบงานตัวเอง รู้สึกไม่ดีในที่ทำงาน เป็นต้น

คำถามคือ แล้วทำไมถึงยังทำต่อไปล่ะ มันมีวิธีแก้ได้หรือเปล่า...?

ฉะนั้น การตั้งคำถามกับงานที่ทำอยู่ว่าเป็นงานที่ใช่แล้วหรือยัง เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะงานที่ทำจะมีผลกระทบต่ออนาคตทั้งในด้านชีวิต ความเจริญก้าวหน้า ความสำเร็จต่างๆ รวมทั้งเป้าหมายและความฝัน โดยบทความนี้จะชวนคุณผู้อ่านมาสืบค้นและตั้งคำถามกับงานที่ทำอยู่ว่ามันเป็นงานที่ใช่สำหรับคุณแล้วหรือยัง ดังนี้

1. เข้าใจตัวเองจริงๆ

สิ่งที่ทุกคนควรต้องมีตั้งต้นในการสืบค้นตัวตนของตัวเองอย่างแรกเลย คือ ความเข้าใจในตัวเองอย่างแท้จริงว่าอะไรที่คุณชอบหรือไม่ชอบ รวมทั้งความต้องการของคุณ ความสนใจของคุณ ซึ่งจะต้องไม่ได้มาจากสิ่งที่สังคม ครอบครัว พ่อแม่ เพื่อน ฯลฯ หรือค่านิยมของสังคมบอกให้คุณเป็นหรือทำ เพราะถ้าเราไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ เราอาจเป็นคนที่หลงทางในการทำงานและชีวิตตัวเองได้ ‘มีอะไรให้ทำ ก็ทำๆ ไป’ เพราะฉะนั้น ลองค้นทั้งตัวเองและที่ทำงานว่ามีสิ่งที่ชอบที่สอดคล้องกันอยู่ไหม

2. เห็นภาพตัวเองในที่ทำงาน

คุณชอบตัวเองตอนทำงานหรือเปล่า คุณเห็นภาพตอนทำงานที่ตัวเองมีความสุขและมีพลังใจจะทำมันอยู่ไหม เพราะคนที่ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบนั้น เขาจะมีพลังใจและความสุขในการทำงานอยู่เสมอ ซึ่งไม่ได้ความว่าไม่เหนื่อยนะ แต่เขาจะอยากลุกขึ้นมาเพื่อทำงานนั้นให้ดีแบบมีเป้าหมายในงานด้วย

3. อยากเรียนรู้เกี่ยวกับงานมากขึ้น

ถ้าคุณสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับงานมากขึ้นด้วยตัวเอง แปลว่าคุณกำลังชอบหรือมีกำลังใจกับงานที่ทำอยู่ รวมถึงคุณอาจมองเห็นตัวเองเติบโตในหน้าที่การงานนี้อย่างแน่วแน่ แต่หากคุณทำงานไปวันๆ นั่นแปลว่า คุณอาจหมดไฟกับงานนี้ไปแล้วก็ได้

4. กำลังทำงานไปตามเป้าหมายชีวิต

การมีเป้าหมายชีวิตนั้นสำคัญ หากคุณมีเป้าหมาย นั่นคือ คุณจะไม่หลงทางในการทำสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างง่ายๆ โดยเฉพาะในหน้าที่การงาน ดังนั้น คุณลองพิจารณาดูอีกครั้งว่า งานที่คุณทำมันจะช่วยสนับสนุนหรือทำให้คุณไปถึงเป้าหมายในชีวิตได้หรือเปล่า

5. อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดีในที่ทำงาน

ถ้าในที่ทำงานเป็นที่ที่มีแต่คนเก่งในงานและไม่มีความคิดหรือกระทำเชิงลบจนเกิดเป็นบรรยากาศแบบท็อกซิก รวมถึงมีสถานที่ทำงานที่ดี/เหมาะสมให้ทำงานในสาขานั้นๆ มันก็จะช่วยส่งเสริมคนในที่ทำงานด้วยกันเองและสามารถพัฒนาตัวเองได้มากขึ้นด้วย เพราะบางครั้ง การได้ทำงานที่ใช่ (ตัวเนื้องานที่ใช่) แต่สภาพแวดล้อมกับแย่ มันก็อาจจะกลายเป็นงานที่ไม่ใช่ได้ด้วยเช่นกัน แต่ถ้าให้ดีและชัดเจนไปกว่านั้น ถ้าคุณเจอคนในที่ทำงานเป็นต้นแบบในการทำงานของคุณ ทำให้คุณมีกำลังใจในการทำงาน นั่นก็แปลว่า มีโอกาสสูงที่คุณกำลังอยู่ในงานที่ใช่แล้วล่ะ

6. ทำงานที่เข้ากับจังหวะชีวิต

จังหวะชีวิตก็สำคัญมาก เพราะหลายๆ ครั้ง งานที่ดี คือ งานที่เข้ากับจังหวะชีวิต เช่น จังหวะชีวิตที่คุณต้องดูแลพ่อแม่หรือคนในครอบครัว ทำให้ทั้งเนื้องานและเวลางานก็ควรจะเข้ากับจังหวะชีวิตคุณด้วย หรือบางคนทำงานหลายอย่าง งานที่ทำทั้งหลายก็ควรเข้ากับจังหวะชีวิตในการจัดการงานแต่ละงานให้สอดคล้องกับงานอื่นๆ รวมถึงชีวิตส่วนตัวอย่างดีด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะคนทำธุรกิจและฟรีแลนซ์

7. ลองไม่คิดเรื่องเงิน

ข้อนี้สำคัญมาก! จริงอยู่ว่า เงินเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในสังคมมนุษย์ แต่ในกรณีของงาน งานมันก็ควรสร้างผลตอบแทนที่มีคุณค่าเป็นเงินได้เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตต่อ แต่มันจะดีกว่าไหม หากว่า งานที่ใช่จะสร้างผลตอบแทนให้เราได้ด้วย เพราะหลายคนทำงานที่ได้รายได้ (เป็นเรื่องปกติ) แต่กลับไม่ได้ชอบงานที่ตัวเองทำ ตรงนี้ คุณอาจลองสืบค้นในจิตใจตัวเองให้มากว่าคุณอยากทำงานแบบไหนแน่หากไม่คิดเรื่องเงิน เช่น อาจสืบค้นไปกระทั่งจนถึงความฝันในวัยเด็กเลยก็ได้ ว่า งานที่คุณต้องการจริงๆ มันเป็นหรือตอบโจทย์ความฝันนั้นด้วยหรือเปล่า และจะประยุกต์ให้เกิดรายได้ได้ยังไง หรือคุณต้องพัฒนาตัวเองเพิ่มในทักษะแบบไหนบ้าง... นั่นคือสิ่งที่ต้องคิดให้ดี

ใน 7 ข้อนี้ มีกี่ข้อที่เป็นคุณและค้นพบด้วยว่ามันเป็นงานที่ใช่หรือเปล่าในแต่ละข้อ หากมันใช่กับคุณเกินครึ่ง คุณก็มีโอกาสสูงแล้วที่คุณกำลังอยู่ในงานที่ใช่ แต่หากว่ามันไม่ถึงครึ่ง คุณก็ลองพิจารณาปรับวิธีคิด/การทำงานใหม่ได้หรือเปล่า หรือมองหาโอกาสในงานใหม่ๆ ที่ใช่ยิ่งกว่าเดิม ซึ่งมันจะตอบโจทย์ชีวิตคุณได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ที่สำคัญ อย่าปิดกั้นตัวเองจากโอกาสและแนวคิดใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาตัวเองให้เหมาะสมกับงานที่ใช่ด้วยนะ

ทั้งนี้ ในการคิดและพิจารณากับกระบวนการนี้ อาจต้องใช่เวลาสักพัก และอาจไม่มีงานที่ใช่แบบเพอร์เฟคครบทั้งกระบวนการนี้ แต่อย่างน้อยก็ขอให้มันเป็นงานที่สนับสนุนทั้งความฝันและเป้าหมายของคุณ และระหว่างทำงาน คุณเองก็มีพลังใจและความสุขที่จะทำงานต่อไปได้ นั่นก็อาจจะเพียงพอแล้วล่ะ